
หลายคนอาจคุ้นเคยกับสำนวน standing on the shoulders of giants มานานแล้ว แต่ในช่วงที่ผ่านมา สำนวนนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง หลังจากศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ใช้ถ้อยคำนี้ในการกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในงานเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. รวมถึงในการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่าง ๆ หลังจากการเปิดตัว
สำนวน standing on the shoulders of giants หมายถึง การต่อยอดความสำเร็จจากความรู้ ประสบการณ์ หรือผลงานของผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต เป็นการยอมรับว่าความก้าวหน้าของตนเองไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่ตั้งอยู่บนรากฐานที่ผู้อื่นได้วางไว้ก่อนหน้า
สำนวนนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจากจดหมายที่เซอร์ไอแซก นิวตัน เขียนถึงโรเบิร์ต ฮุก เมื่อปี ค.ศ. 1675 ความว่า
“If I have seen further, it is by standing on the shoulders of giants.”
ถ้าฉันสามารถมองเห็นได้ไกลกว่าคนอื่น นั่นเป็นเพราะฉันยืนอยู่บนบ่าของยักษ์
นิวตันต้องการสื่อว่า ความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ของเขา ไม่ว่าจะเป็นกฎแรงโน้มถ่วงหรือแคลคูลัส จะไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย หากไม่มีนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนอย่างโคเปอร์นิคัสหรือกาลิเลโอ วางรากฐานทางความคิดไว้ให้
ในบริบทปัจจุบัน สำนวนนี้ยังถูกใช้ในหลากหลายสถานการณ์ เช่น
- Our app’s success is thanks to open-source software. We are truly standing on the shoulders of giants.
ความสำเร็จของแอปพลิเคชั่นของเราต้องยกความดีความชอบให้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส เราได้ต่อยอดจากผลงานอันยอดเยี่ยมของผู้อื่นอย่างแท้จริง - I want to thank my mentors. Any success I have is because I was standing on the shoulders of giants.
ผมอยากขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน ความสำเร็จใด ๆ ที่ผมมีเกิดจากการได้เรียนรู้จากผู้ที่เก่งกาจกว่าผมครับ - Modern AI technology is standing on the shoulders of giants, decades of research in mathematics and computer science.
เทคโนโลยี AI ในปัจจุบันเกิดจากการต่อยอดผลงานวิจัยด้านคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ
เมื่อ ดร.ยศชนันเปรียบตนเองว่า “ยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์ใจดี” คำว่า ใจดี ถูกเลือกใช้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะในวัฒนธรรมไทย คำว่า “ยักษ์” มักถูกมองในแง่ลบ สิ่งที่อาจารย์ต้องการสื่อจึงไม่ใช่อำนาจหรือความน่ากลัว หากแต่เป็นแรงสนับสนุนและโครงสร้างที่ช่วยหล่อเลี้ยงความคิด
ยักษ์ในที่นี้หมายถึงความสัมพันธ์และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ไม่ว่าจะเป็นการเป็นลูกชายของอดีตนายกรัฐมนตรี ความใกล้ชิดกับตระกูลชินวัตร องคาพยพของพรรคเพื่อไทย หรือการทำงานร่วมกับประชาชน ซึ่งล้วนช่วยหล่อหลอมความเข้าใจปัญหาจากฐานราก แนวคิดเชิงนโยบายที่เกิดจากการทำงานร่วมกับบุคลากรหลากหลายภาคส่วน รวมถึงงานวิจัยและองค์ความรู้ที่ถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน กลายเป็นแรงส่งให้ ดร.ยศชนันสามารถมองไปข้างหน้าได้ไกลมากยิ่งขึ้น และเข้าใจวิธีทำให้นโยบายเกิดขึ้นจริงได้
ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดที่ถ่อมตัว ยอมรับสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้า และใช้ต้นทุนทางประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด แทนที่จะปฏิเสธหรือเริ่มต้นจากศูนย์



Leave a comment